ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกและของประเทศไทย โดยได้กำหนดแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานและปรับรูปแบบการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การส่งเสริมการปฏิบัติงานนอกสถานที่ (Work from Home) ตามความเหมาะสม การรณรงค์ให้บุคลากรภาครัฐสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบ Cool Mode เพื่อลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ การกำหนดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส รวมทั้งการระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายของภาครัฐโดยรวม
จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนด้านพลังงานในตลาดโลก ประกอบกับกระทรวงพลังงานได้ประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อลดผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ดังนั้น เพื่อให้การใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ภาคเอกชนและประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงกำหนดมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงาน โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
ประหยัดพลังงานไฟฟ้า
E ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส และปิดหรือเปิดก่อนใช้งาน 30 นาที
E ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
E ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ในเวลาพักเที่ยง
E ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน
E สวมเสื้อผ้า Cool Mode แทนการเร่งความเย็นเครื่องปรับอากาศ
E ขึ้น-ลง 1-2 ชั้นโดยใช้บันไดแทนลิฟต์
E ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ คอยล์เย็น และคอยล์ร้อนอย่างสม่ำเสมอ E หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสูงโดยไม่จำเป็น
ประหยัดการใช้น้ำมัน
E ใช้งานรถราชการตามความจำเป็นและประหยัด
Eส่งเสริมการประชุมผ่านระบบ Video Conference
E ใช้ระบบ Carpool หรือหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
E work from home ตามความเหมาะสม ต้องไม่กระทบประสิทธิภาพงาน
E ตรวจสอบสภาพยานพาหนะ เครื่องยนต์ น้ำมันหล่อลื่น แผ่นกองอากาศ ไส้กรองน้ำมัน ลมยาง อย่างสม่ำเสมอ
E นำระบบ E-government มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อลดการเดินทางของประชนที่ต้องเข้ามาติดต่อหน่วยงาน และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อทดแทนการเดินทาง เช่น ระบบ Online Meeting หรือการส่งหนังสือระหว่างหน่วยงานทางอิเล็กทรอนิกส์